ไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ สถานีรถไฟบ้านปิน จ.แพร่

ไทยพีบีเอส ร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และชุมชนคนบ้านปิน ยกทัพจัดกิจกรรมการเรียนรู้พร้อมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ สถานีรถไฟบ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2562 โดยจัดกิจกรรม “นั่งรถไฟไทย ท่องเที่ยวไทย ไปกับไทยพีบีเอส” ร่วมเดินทางไปกับ บอล-ยอด จากรายการหนังพาไป เพื่อเดินทางโดยรถไฟไปเรียนรู้ศึกษาแนวทางการอนุรักษ์อาคารสถานีรถไฟเก่า “สถานีรถไฟบ้านปิน” ต.บ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่ ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาวาเรียน จากประเทศเยอรมนี พร้อมเดินชมบ้านปินในมิติต่าง ๆ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ชูแก้ว อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นผู้บรรยายองค์ความรู้ให้กับผู้โชคดีทั้ง 15 คน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนคนบ้านปิน อาทิ กิจกรรมทำข้าวหลาม ชิมเมี่ยงหวาน ซึ่งเป็นเสบียงสำคัญคู่ชานชาลารถไฟ ลองลิ้มชิมน้ำพริกน้ำย้อยต้นตำรับแท้ของ อ.ลอง ชมผ้าตีนจกสกุลบ้านปิน เป็นต้น

 

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 17.00 – 22.00 น. จัดกิจกรรม “แอ่วกาดหมั้ว คัวแลง” ณ สถานีรถไฟบ้านปิน โดยได้รับเกียรติจาก นายพิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย นายจรินทร์ เก่งสงวนสิทธิ์ นายอำเภอลอง นางสาวสิรินาถ ฉัตรศุภกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดแพร่ นายสมศักดิ์ วงศ์หลวง นายกเทศมนตรีบ้านปิน นายเอนก มากมาย นายสถานีรถไฟบ้านปิน ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีซุ้มอาหารพื้นบ้านจากชาวบ้าน จ.แพร่ ดนตรีพื้นบ้านหลากหลายสไตล์ รำวงแบบชุมชนบ้านปิน ชมภาพยนตร์สั้น ซึ่งมีผู้โชคดีทั้ง 15 คน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,000 คน

 

นายพิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวในช่วงพิธีเปิดว่า

ไทยพีบีเอสได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญของพลังพลเมืองชุมชนบ้านปิน ทำงานร่วมกันหาทางออกโดยสันติวิธี ซึ่งตรงกับแนวทางของสื่อสาธารณะ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

นางนพมณี สงวนพงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรม “นั่งรถไฟไทย ท่องเที่ยวไทย ไปกับไทยพีบีเอส” กล่าวว่า

“กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีการเสนอแนวคิดวิถีชีวิต อัตลักษณ์ชุมชนสู่สังคมภายนอกมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น ดีกว่าการปิดตัวอยู่กับที่ ไม่มีใครเข้ามาเห็นสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในสังคมว่าเป็นอย่างไร การที่สื่อสาธารณะเข้ามาในชุมชน ทำให้ชุมชนมีโอกาสนำเสนอตัวตนของชุมชน ความสำคัญของสถานที่ต่าง ๆ อาหารการกิน การนำเสนอออกไป หลายคนอาจรู้สึกว่าอยากมาที่นี่ อยากรู้จักที่นี่ อยากเห็นสถานที่จริง เป็นเหมือนการต่อชีวิตให้กับชุมชน ให้มีการขับเคลื่อน และถ้าชุมชนเข้มแข็งแล้ว โอกาสที่จะพัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านการเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน หลายคนอาจแสวงหาความเจริญ แต่อีกส่วนหนึ่งแสวงหาการกลับมาเรียนรู้รากเหง้า วิถีชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนวิถีชุมชนให้อยู่ต่อไปได้”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวประชาสัมพันธ์

บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร

ข่าวกิจกรรม

กลับขึ้นด้านบน